Thursday, June 17, 2010

อาร์เจนติน่า ยักษ์ใหญ่ไม่ยอมล้ม

คงต้องยอมรับว่า อาร์เจนติน่า เป็นทีมยักษ์ใหญ่ที่ไร้วาสนาในศึกฟุตบอลโลกอีกชาติหนึ่งก็ว่าได้ เพราะดูจากขุมกำลังนักเตะชื่อดังคับฟ้าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่พวกเขากลับได้เชยชมโทรฟี่แชมป์โลกแค่เพียง 2 ครั้งเท่านั้น


ทัพฟ้าขาวกลายเป็นหมูสนามจริง-สิงห์สนามซ้อมในหลายๆ ทัวร์นาเม้นท์ แต่สำหรับเวิลด์คัพฉบับแอฟริกาใต้ครั้งนี้ ถือว่าแหวกแนวไปนิด เพราะเล่นเอาเลือดตาแทบกระเด็นกว่าอาร์เจนติน่าจะผ่านรอบคัดเลือกมาได้

อาร์เจนติน่าภายใต้การคุมทัพของ กุนซือ อัลฟิโอ บาซิเล่ มีเส้นทางในรอบคัดเลือกเวิลด์คัพ 2010 ค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ทำให้สหพันธ์ลูกหนังฟ้าขาวปลดบาซิเล่ออกแล้วตั้ง ดิเอโก้ มาราโดน่าเข้ามาคุมทัพแทน

นับว่าสร้างความฮือฮาไม่น้อยเพราะเสือเตี้ยยังไม่ได้ผ่านประสบการณ์คุมทีมใหญ่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่การได้นั่งแท่นนายใหญ่ฟ้าขาว เป็นเพราะบารมีที่สั่งสมสมัยเป็นนักเตะ ซึ่งเสือเตี้ยเองก็เคยเป็นขุมกำลังของทีมชาติในชุดประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลกสองสมัยในปี 1978 และ 1986 ด้วย

และต้องยอมรับว่าภารกิจของเสือเตี้ย ได้รับการเกื้อหนุนจากขุมกำลังนักเตะชั้นนำที่มีอยู่ล้นทีม จนช่วยให้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเวิลด์คัพเป็นสมัยที่ 10 ติดต่อกันได้สำเร็จ

แม้ว่าตัวกุนซือจอมลีลาจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยในความดื้อรั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือก 23 ขุนพลชุดลุยเวิลด์คัพ 2010

นั่นเป็นเพราะเขาเลือกที่จะมองเมิน ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ และเอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ สองดาวเตะจากอินเตอร์ มิลาน แม้ว่าจะทำผลงานโดดเด่นกับต้นสังกัดจนคว้าเทรเบิล แชมป์ในฤดูกาลที่ผ่านมาก็ตาม

เท่านั้นไม่พอ เดอะ เตี้ย ยังเลือกนักเตะที่ตัวเองเชื่อมั่นและพึงพอใจอย่าง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน และมาร์ติน ปาแลร์โม่ แม้จะโดนหลายคนมองว่าน่าจะเลยผ่านจุดสูงสุดในเวทีระดับโลกแล้ว

อย่างไรก็ดี สำหรับแฟนๆ ฟ้าขาว ย่อมต้องวางใจในกึ๋นและการตัดสินใจของมาราโดน่า นอกจากนี้ยังอุ่นใจได้ เมื่อลิโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์ดาวยิงตัวความหวังประกาศจะทุ่มเต็มที่และเล่นให้ทีมชาติให้ดีเหมือนกับสโมสรต้นสังกัด เพื่อพาทีมคว้าแชมป์โลกให้ได้

ทัพฟ้าขาวเคยกระเสือกกระสนเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโกมาแล้ว แต่สุดท้ายกลับผงาดคว้าแชมป์มาครอง

ดังนั้นจึงไม่แน่ว่าผลงานสุดบู่ห่างไกลตำแหน่งยอดทีมในช่วงรอบคัดเลือกบอลโลกหนนี้ อาจส่งให้อาร์เจนติน่าไร้ความกดดันผงาดคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในรอบ 24 ปีมาครองก็เป็นได้

ตารางการแข่งขันของอาร์เจนติน่า ในกลุ่ม บี
12 มิ.ย. 2010 อาร์เจนติน่า - ไนจีเรีย
17 มิ.ย. 2010 อาร์เจนติน่า - เกาหลีใต้
22 มิ.ย. 2010 กรีซ - อาร์เจนติน่า


รายชื่อผู้เล่น 23 คนทีมชาติอาร์เจนติน่า ชุดทำศึก ฟุตบอลโลก 2010

ผู้รักษาประตู : มาเรียโน่ อันดูฆาร์ (คาตาเนีย) , ดิเอโก้ โปโซ่ (โคลอน) , เซร์คิโอ โรเมโร่ (อาแซ็ด อัลค์มาร์)

กองหลัง : นิโกลัส บูร์ดิสโซ่ (อาแอส โรม่า) , มาร์ติน เดมิเคลิส (บาเยิร์น มิวนิค) , อาเรี่ยล การ์เซ่ (โคลอน) , กาเบรียล ไฮน์เซ่ (โอลิมปิก มาร์กเซย) , นิโกลัส ออตาเมนดิ (เบเลซ ซาร์สฟิลด์) , เคลเมนเต้ โรดริเกวซ (เอสตูเดียนเตส) , วอลเตอร์ ซามูเอล (อินเตอร์ มิลาน)

กองกลาง : มาริโอ โบลัตติ (ฟิออเรนติน่า) , อังเกล ดิ มาเรีย (เบนฟิก้า) , โฆนาส กูเตียร์เรซ (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) , ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ (ลิเวอร์พูล) , ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ (ปาแลร์โม่) , มักซี่ โรดริเกวซ (ลิเวอร์พูล) , ฮวน เซบาสเตียน เวรอน (เอสตูเดียนเตส)

กองหน้า : เซร์คิโอ อเกวโร่ (แอตเลติโก้ มาดริด) , กอนซาโล่ อิกวาอิน (เรอัล มาดริด) , ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า) , ดิเอโก้ มิลิโต้ (อินเตอร์ มิลาน) , มาร์ติน ปาแลร์โม่ (โบคา จูเนียร์ส) , คาร์ลอส เตเบซ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

เทรนเนอร์ : ดิเอโก้ มาราโดน่า

ที่มา http://football.impaqmsn.com/content.aspx?id=57623&ch=262&ch=scoop

'แซมบ้า' เต็งหนึ่งตลอดกาล

นี่คือทีมเต็งหนึ่งตลอดกาลของการแข่งขันฟุตบอล โลก “แซมบ้า”บราซิล เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกสูงสุด 5 สมัย และครั้งนี้พวกเขาก็กลับมาเพื่อไล่ล่าแชมป์สมัยที่ 6 ต่อ


บราซิล เป็นชาติมหาอำนาจลูกหนังมาตั้งแต่อดีต โดยเริ่มตั้งแต่ในยุค 1950 ที่เริ่มจะแซงหน้าทีมยักษ์ใหญ่ในอดีตหลายๆทีมในยุคนั้น ก่อนจะมาประสบความสำเร็จคว้าแชมป์โลกได้ 3 สมัยในยุคของ “ไข่มุกดำ” เปเล่ ราลูกหนังโลกในปี 1958, 1962 และ 1970 ซึ่งเป็นชุดที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในประวัติศาสตร์

นับจากนั้นไม่ว่าจะลงเล่นครั้งไหน บราซิล ก็จะได้รับการยกย่องในฐานะทีมเต็งแชมป์เสมอมา และมาคว้าแชมป์ได้อีก 2 ครั้งในปี 1994 และ 2002

สำหรับฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ “โอ เซเลเซา” ก็ถูกจัดให้เป็นเต็งแชมป์เช่นกัน โดยเป็นเต็งร่วมกับ “กระทิงดุ”สเปน แชมป์ฟุตบอลยูโร 2008 ที่ได้รับการยกย่องว่าสุดยอดไม่แพ้กัน

ทั้งนี้แม้ว่า บราซิล ภายใต้การนำของ ดุงก้า อดีตกัปตันชุดแชมป์โลกปี 94 ที่สหรัฐฯ จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเหลือเกินหากเทียบกับฟุตบอลโลกครั้งก่อนที่เยอรมัน โดยบราซิล ได้แปรสภาพจากทีมรวมดารา มากลายเป็นทีมที่มีดาราแบบพอเพียง

ทีมเวิร์คมาก่อนความสามารถเฉพาะตัว และชัยชนะก็ต้องมาก่อนลีลาที่สวยงาม

นี่คือปรัชญาในการทำทีมของ ดุงก้า

ดังนั้นซูเปอร์สตาร์มากมายจึงถูกตัดพ้นทีมไม่ว่าจะเป็นโรนัลโด้,โรนัล ดินโญ่,อาเดรียโน่ หรือแม้แต่ อเล็กซานเดร ปาโต้ ขณะที่นักเตะที่ชื่อเสียงไม่คุ้นหูเท่าอย่าง นิลมาร์,กราฟิเต้ ,โจซูเอ และอีกหลายๆคนกลับถูกเรียกตัวติดทีมมาแทน

กระนั้นก็ไม่ได้แปลว่าบราซิล จะขาดดาวประดับฟ้าเพราะพวกเขายังมี กาก้า เทพบุตรลูกหนัง และ โรบินโญ่ เป็นสองสีสันสำคัญในทีม ขณะที่แนวรุกนาทีนี้ หลุยส์ ฟาเบียโน่ กำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตเช่นกัน

สิ่งที่ บราซิล ชุดนี้มีแต่ชุดอื่นไม่ค่อยมีก็คือความสมดุลทุกแดนตั้งแต่ผู้รักษาประตูที่ เก่งที่สุดคนนึงของโลก ชูลิโอ เซซาร์ ไลน์แบ็กโฟร์เหนียวหนึบและมีแบ็กที่เด่นทั้งรับ-รุกอย่าง ไมคอน แดนกลางมีตัว “คนหาบน้ำ”อย่าง จิลแบร์โต้ ซิลวา,เอลาโน่ และเฟลิเป้ เมโล่ ขณะที่แนวรุกเป็นหน้าที่ของ โรบินโญ่, กาก้า และ ฟาเบียโน่

ตัวทีเด็ดข้างสนามที่พร้อมใช้งานอย่าง นิลมาร์ ก็ไม่ได้ขี้เหร่

วัดฟอร์มจากช่วงรอบคัดเลือก บราซิล ก็ทำได้สุดยอด เกมอุ่นเครื่องก็เข้าตา อาจจะไม่ได้สวยงามตระการตา สับแข้งสับขาจนคู่แข่งปวดหัวเหมือนก่อน แต่บราซิล ยุคนี้ก็เล่นได้เด็ดขาด ชนะในเกมที่ต้องชนะ และไม่ผิดพลาดง่ายๆ

โอกาสจะทะลุเข้ารอบลึกๆนั้นไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย เพราะถึงจะอยู่กลุ่มที่หินที่สุดของการแข่งขัน แต่เอาชื่อชั้นของ โปรตุเกส, ไอวอรี่โคสต์ และเกาหลีเหนือมาวัดดูแล้ว ก็ยังหาทีมหยุดพวกเขาได้ยากอยู่ดี อาจจะมีแค่โปรตุเกส ซึ่งเป็นเกมสุดท้ายที่อาจจะไม่มีความหมายแล้วก็เป็นได้

แต่จะไปได้ถึงแชมป์หรือเปล่าก็ต้องวัดใจสเปน ที่อาจต้องป๊ะกันเองในรอบตัดเชือกก่อน

ถ้าผ่านไปได้ดุงก้า ก็มีโอกาสจะเป็นอีกหนึ่งกุนซือตามรอย คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ปาไรร่า ที่คว้าแชมป์ได้ทั้งในฐานะนักเตะและกุนซือ

โปรแกรมการแข่งขันของ บราซิล ในกลุ่ม จี
15 มิ.ย. บราซิล - เกาหลีเหนือ
20 มิ.ย. บราซิล - ไอวอรี่โคสต์
25 มิ.ย. โปรตุเกส - บราซิล

รายชื่อผู้เล่น 23 คนทีมชาติบราซิลชุดทำศึก ฟุตบอลโลก 2010
ผู้รักษาประตู : ชูลิโอ เซซาร์,เออเรลโญ่ โกเมส, โดนี่

กองหลัง : ไมคอน, ลูซิโอ, ชวน, มิเชล บาสโตส, ดาเนี่ยล อัลเวส, ลุยเซา, ติอาโก้ ซิลวา, จิลแบร์โต้ เมโล่

กองกลาง : เฟลิเป้ เมโล่,เอลาโน่, จิลแบร์โต้ ซิลวา, กาก้า, โจซูเอ้, รามิเรส, ชูลิโอ บาปติสต้า, เคลแบร์สัน

กองหน้า : หลุยส์ ฟาเบียโน่, โรบินโญ่, นิลมาร์, กราฟิเต้

ที่มา http://football.impaqmsn.com/content.aspx?id=57647&ch=262&ch=scoop

ฮิตซ์เฟลด์ปลื้มสร้างประวัติศาสตร์ให้ทีมนาฬิกา

อ๊อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ กุนซือทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ สุดปลื้มที่ทีม "นาฬิกา" สามารถเอาชนะ สเปน ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในเกมฟุตบอลโลก รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก


สวิตเซอร์แลนด์ ถูกมองว่าเป็นรองแชมป์ยูโร 2008 หลายขุม แต่สุดท้ายกลับหักปากกาเซียนด้วยการเฉือนชนะทีมของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ไป 1-0 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

"ผมรู้ดีว่าเราได้สร้างประวัติศาสตร์" ฮิตซ์เฟลด์ กล่าว "มันจะต้องถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ 3 แต้มนี้ถือเป็นของขวัญที่เราตอบรับด้วยความสุข"

"มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่ออกสตาร์ททัวร์นาเมนต์ด้วยการคว้า 3 แต้มในการเจอกับหนึ่งในทีมที่เป็นเต็งแชมป์ มันเป็น 3 แต้มที่เราไม่ได้คาดคิด"

ที่มา http://football.impaqmsn.com/content.aspx?id=57850&ch=253

รูนกร้าวสิงโตคำรามไม่กลัวใคร

เวย์น รูนี่ย์ ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ ประกาศว่า "สิงโตคำราม" ไม่กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับทีมใดทั้งสิ้นในศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้


หัวหอกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาตอบโต้คำวิจารณ์ของ ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ตำนานทีมชาติเยอรมนี ที่กล่าวว่าทีมชาติอังกฤษ กำลังจะเป็นทีมที่เล่นแบบถอยหลังเข้าคลอง และมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่า "ไกเซอร์" คิดผิด

"มันเป็นความคิดเห็นของเขาและเขาก็มีสิทธิที่จะวิจารณ์" รูนี่ย์ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ "เดอะ มิร์เรอร์"

"เราไม่ฟังว่าเขาจะพูดอะไร เราไม่เล่นเตะสาดไปข้างหน้าอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ใส่ใจความเห็นของเขา"

"เยอรมนีเล่นได้ดีมากๆ ในเกมที่พบกับออสเตรเลีย (ชนะ 4-0) แต่มันก็เท่านั้น มันยังไม่มีทีมใดที่ผมคิดว่าผมไม่อยากจะเจอกับพวกเขาเลย"

ที่มา http://football.impaqmsn.com/content.aspx?id=57828&ch=253

ตราไก่สุดบู่โดนจังโก้สอย 2-0

© Press Association
"ตราไก่" ฝรั่งเศส เจองานหนักในการลุ้นเข้ารอบน็อคเอาต์หลังพ่าย "จังโก้" เม็กซิโก 0-2 ในศึกฟุตบอลโลก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ลงเล่น 2 นัดมีแต้มเดียว


ฟุตบอลโลก รอบแรก นัดที่ 2 กลุ่ม เอ


ฝรั่งเศส 0-2 เม็กซิโก

ผู้ทำประตู : 0-1 ฮาเวียร์ เฮอร์นานเดซ น.64, 0-2 เคาเตม็อค บลังโก้ น.79 (จุดโทษ)
สนาม : โมคาบา สเตเดี้ยม, โพล็อควาเน่


เรย์มงด์ โดเมอเน็ค กุนซือ "ตราไก่" ใช้ระบบ 4-2-3-1 โดยใช้ นิโกล่าส์ อเนลก้า เป็นหอกตัวเป้าเพียงคนเดียว และมี ฟรองค์ ริเบรี่ สตาร์จากบาเยิร์น มิวนิค เป็นเพลย์เมกเกอร์ ขณะที่ เม็กซิโก ของโค้ชฮาเวียร์ อกีเร่ ใช้ผู้เล่นมากประสบการณ์ในแนวรับซึ่งนำโดย ราฟาเอล มาร์เกซ กองหลังบาร์ซ่า ส่วนกองหน้าเป็น โจวานนี่ ดอส ซานโต๊ส และ คาร์ลอส เวล่า

ฝรั่งเศส มีลุ้นก่อนจากลูกฟรีคิกระยะหวังผลในนาทีที่ 6 แต่ ริเบรี่ ยิงไปเข้าซองของ ออสการ์ เปเรซ และถัดมา 2 นาที ทีมจังโก้ ก็ต่อเกมกันได้สวยเมื่อ มาร์เกซ เปิดบอลให้ เวล่า ได้หลุดเข้าไปในเขตโทษแต่ดาวรุ่งอาร์เซน่อล กลับรีบร้อนยิงหลุดกรอบไปอย่างน่าผิดหวัง

จากนั้น เม็กซิโก ครองบอลได้มากกว่าเล็กน้อย แต่ทั้งสองทีมก็ยังหาโอกาสลุ้นประตูอย่างจริงจังไม่ได้

นาทีที่ 32 เวล่า โชคร้ายได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ทำให้ อกีเร่ ต้องส่ง ปาโบล บาร์เรร่า ลงมาแทน ถัดมานาทีเดียว ซัลซิโด้ ก็โยนบอลเข้าไปในเขตโทษหวังจะให้ บาร์เรร่า เข้าทำ แต่ อูโก้ โยริส นายทวารตราไก่ ออกมาตัดบอลได้ทัน

นาทีที่ 38 ริเบรี่ ได้ลองยิงฟรีคิกจากระยะ 30 หลาแต่บอลไปชนกำแพง ก่อนที่จะเสมอกันไปแบบจืดชืด 0-0 เมื่อจบครึ่งแรก

เข้าสู่ครึ่งหลัง โดเมอเน็ค ถอด อเนลก้า ที่ไม่ค่อยมีส่วนกับเกมออกและส่ง อังเดร-ปิแอร์ กียัค ลงมาแทน แต่เกมของฝรั่งเศส ก็ยังดูอึดอัดและไม่สามารถเจาะแนวรับของทีมจังโก้ได้เลย

นาทีที่ 55 เม็กซิโก เปลี่ยนตัวด้วยการส่ง ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ กองหน้าคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงมาแทน เอฟเฟรน ซัวเรส ตามด้วย เคาเตม็อค บลังโก้ ที่มาแทน กิลแยร์โม่ ฟรังโก้ ในอีก 6 นาทีต่อมา

นาทีที่ 64 เม็กซิโก ก็มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากความผิดของแนวรับของฝรั่งเศสที่เช็คล้ำหน้าพลาดทำให้ ฮาเอร์นานเดซ ที่เพิ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมา ได้หลุดเดี่ยวก่อนจะแตะหนี โยริส และจิ้มบอลเข้าประตูโล่งๆ

นาทีที่ 69 โดเมอเน็ค ต้องแก้เกมด้วยการเปลี่ยนเอา มาติเยอ บัลบูเอน่า มาแทน ซิดเนย์ โกวู ที่แทบจะหายไปจากเกม

นาทีที่ 77 ฝรั่งเศสก็พลาดท่าเสียจุดโทษ เมื่อ เอริค อบิดัล ไปเสียบ บาร์เรร่า ล้มในเขตโทษ และเป็น บลังโก้ ที่รับหน้าที่สังหารด้วยการยิงเบียดโคนเสาเข้าไปไม่พลาดให้ เม็กซิโก หนีไปเป็น 2-0

ช่วงเวลาที่เหลือยังเป็น เม็กซิโก ที่คุมเกมได้ดีกว่า ขณะที่ ฝรั่งเศส ดูจะไม่มีกะจิตกะใจจะฮึดอีก จบเกม "จังโก้" พิชิต "ตราไก่" 2-0 ส่งผลให้ เม็กซิโก มี 4 แต้มเท่ากับ อุรุกวัย ส่วน ฝรั่งเศส มีแต้มเดียวจาก 2 นัดและนัดสุดท้ายจะพบกับ แอฟริกาใต้ เจ้าภาพ

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
ฝรั่งเศส : อูโก้ โยริส, บาการี่ ซานย่า, วิลเลี่ยม กัลลาส, เอริค อบิดัล, ปาทริซ เอวร่า, ซิดเนย์ โกวู, อาบู ดิยาบี้, เฌเรมี่ ตูลาล็อง, ฟลอร็องต์ มาลูด้า, ฟรองค์ ริเบรี่, นิโกล่าส์ อเนลก้า


เม็กซิโก : ออสการ์ เปเรซ, ฟรานซิสโก้ โรดริเกซ, คาร์ลอส ซัลซิโด้, ราฟาเอล มาร์เกซ, ริคาร์โด้ โอโซริโอ, เกรัลโด้ ตอร์ราโด้, กิลแยร์โม่ ฟรังโก้, คาร์ลอส เวล่า, เฮคตอร์ โมเรโน่, เอเฟรน ฆัวเรซ, โจวานนี่ ดอส ซานโต๊ส

ที่มา http://football.impaqmsn.com/content.aspx?id=57849&ch=253

Monday, June 14, 2010

ขุนพลซามูไรเจ๋งเถือแคเมอรูน 1-0

© Press Association
"ทีมซามูไร" ญี่ปุ่น เก็บชัยชนะประเดิมศึกฟุตบอลโลก 2010 ได้สำเร็จ หลังเฉือนชนะทีมแกร่งอย่าง แคเมอรูน ไป 1-0 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา


ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย นัดแรก กลุ่ม อี วันที่ 14 มิ.ย. 2010


ญี่ปุ่น 1-0 แคเมอรูน
ผู้ทำประตู : 1-0 เคซึเกะ ฮอนดะ น.39
สนาม : ฟรี สเตท สเตเดี้ยม

ทาเคชิ โอคาดะ กุนซือทีม "ซามูไร" เจองานหนักในการรับมือกับ แคเมอรูน ซึ่งนำทีมโดย ซามูแอล เอโต้ หัวหอกอินเตอร์ โดยทีม "หมอผี" มีสถิติที่น่าสนใจคือไม่เคยแพ้ในนัดแรกของศึกฟุตบอลโลกมาก่อน แต่พวกเขาก็ยังไม่เคยทำประตูญี่ปุ่นได้เช่นกัน

ช่วงต้นเกมเป็นญี่ปุ่น ที่คุมพื้นที่ได้ดีกว่าและมีโอกาสได้ลุ้นก่อนในนาทีที่ 17 จากลูกยิงของ ไดสุเกะ มัตซูอิ แต่ สุไลมานู นายทวารของแคเมอรูน

ทีมหมอผี แทบจะไม่มีจังหวะหวาดเสียวโดยที่ ปิแอร์ เวโบ ซึ่งถูกทิ้งให้เป็นหน้าเป้าเพียงคนเดียวแทบจะไม่ได้รับบอลจากเพื่อนร่วมทีม

นาทีที่ 39 ญี่ปุ่น ก็มาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะที่ มัตซูอิ เปิดโค้งมาที่เสาสองให้ ฮอนดะ เข้าชาร์จจากระยะ 3 เข้าไปไม่มีเหลือก่อนจะจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 1-0 ของขุนพลทีมซามูไร

ครึ่งหลัง แคเมอรูน เปิดเกมรุกเข้าใส่ทันทีเพื่อหวังตีเสมอให้เร็วที่สุด และโอกาสลุ้นประตูจริงจังครั้งแรกของแคเมอรูน เกิดขึ้นในนาทีที่ 49 เมื่อ เอโต้ พาบอลเลี้ยงหลบแนวรับญี่ปุ่น 3 คนก่อนจะเปิดให้ ชูโป-โมติ้ง ได้ยิงโล่งๆ หลุดกรอบไปอย่างเหลือเชื่อ

ทว่า หลังจากนั้นก็เป็นญี่ปุ่น ที่กลับมาครองเกมเอาไว้ได้อีกครั้ง ทำให้ ปอล เลอ กูแอ็น กุนซือแคเมอรูน ต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่น 2 คนรวดในนาทีที่ 75 ด้วยการส่ง โมฮามาดู อิดริสซู และ เฌเรมี่ ลงมาแทน ชูโป-โมติ้ง และ มาคูน ตามลำดับ

ทีมหมอผีพยายามอย่างหนักในช่วงท้ายเกม และนาทีที่ 85 พวกเขาก็พลาดโอกาสทองในการตีเสมอหลังจากที่ลูกยิงไกลเต็มข้อของ สเตฟาน เอ็มเบีย พุ่งชนสามเหลี่ยมกระดอนออกไปอย่างน่าเสียดายทั้งที่นายทวารยุ่นหมดสิทธิรับไปแล้ว

ช่วงเวลาที่เหลือญี่ปุ่น เน้นแพ็กเกมรับแน่นหน้าประตู จบเกมทีมซามูไร เฉือนชนะ แคเมอรูน หวุดหวิด 1-0 เก็บ 3 แต้มสำคัญเอาไว้ได้สำเร็จ

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

ญี่ปุ่น : เอจิ คาวาชิม่า, ยูอิจิ โคมาโน่, ยูจิ โคมาโน่, มาร์คัส ตูลิโน่ ทานากะ, ยูโตะ นากาโตโม่, มาโกโตะ ฮาเซเบ, โยชิโตะ โอคูโบะ, ยาซูฮิโตะ เอ็นโดะ, ยูกิ อาเบะ, เคซึเกะ ฮอนดะ, ไดสุเกะ มัตซูอิ


แคเมอรูน : สุไลมานู ฮามิดู, นิโกล่าส์ เอ็นกูลู, สเตฟาน เอ็มเบีย, เบอนัวต์ อาสซู-เอก็อตโต้, เซบาสเตียง บาสซง, เอยอง, โยแอล มาติ๊ป, เอริค ชูโป-โมติ้ง, ฌอง มาคูน, ซามูแอล เอโต้, ปิแอร์ เวโบ

ที่มา http://football.impaqmsn.com/content.aspx?id=57758&ch=253